www.Bangkokwealth.com     We are the professional team wealth advisor & private wealth management. : บริการวางแผนทางการเงินส่วนบุคคลโดยทีมงานมืออาชีพ   Hotline 082-3440966
Home > Smart Money           
 


 

      News
      Events
      AIA Marketting news



      FAQ
      About us
  Smart Money ใช้เงินอย่างชาญฉลาด  
 

 


ด้านมืดของบัตรเครดิต

หลายคนคงจำยังข่าวหนุ่มกระโดดตึกฆ่าตัวตาย ที่ศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก เมื่อไม่นานนี้ได้ ซึ่งปรากฏตามข่าวว่า เขาฆ่าตัวตายหนีหนี้บัตรเครดิตจำนวนประมาณ 7 หมื่นกว่าบาท แถมด้วยคดีใช้บัตรปลอมกดเงินสดจากตู้ ATM ธนาคารพาณิชย์ใหญ่แห่งหนึ่ง หรือข่าวจากประเทศเกาหลีใต้เมื่อปีที่แล้ว ที่คุณพ่อวัย 60 ปี กลุ้มอกกลุ้มใจเรื่องที่ลูกสาววัย 30 ปี ไม่มีงานทำ

และมีหนี้บัตรเครดิตจำนวน 120,000 ดอลลาร์ จึงเขียนจดหมายระบายความในใจเพื่อลาตายส่งให้ประธานาธิปดี โรห์ มู ฮุน ก่อนที่จะฆ่าตัวตายเพราะไม่สามารถจัดการหนี้ให้ลูกสาวได้ นอกจากนี้ ยังมีชายหนุ่มสองพี่น้องตัดสินใจฆ่าตัวตายพร้อมกัน เพื่อหนีหนี้บัตรเครดิตคนละประมาณ 80,000 ดอลลาร์ ทำไมคนเหล่านี้จึงต้องฆ่าตัวตาย อะไรเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจฆ่าตัวตาย...ถ้าเขาไม่มีบัตรเครดิต เขาเหล่านี้จะฆ่าตัวตายหรือเป็นหนี้ประเภทอื่นจนทำให้ต้องคิดสั้นหรือไม่?

คำว่า “Credit Card” ซึ่งหากจะแปลกันให้ตรงตามคำศัพท์ น่าจะแปลว่า บัตรสินเชื่อ แต่เหตุใดจึงไม่มีใครเรียก บัตรเครดิต ว่า บัตรสินเชื่อ ถ้าหากมีพนักงานขายในร้านค้าถามลูกค้าว่า “ คุณพี่จะชำระเป็นเงินสดหรือใช้บัตรสินเชื่อดีค่ะ?” ลูกค้าอาจจะรู้สึกไม่อยากใช้บัตรสินเชื่อสักเท่าไร ต่างจากคำว่าบัตรเครดิตที่ฟังดูดีมีเครดิต ทั้งที่จะว่าไปแล้วการใช้บัตรเครดิตในแต่ละครั้งก็เท่ากับผู้ใช้สร้างหนี้ให้กับตัวเองอยู่แล้ว แต่ถ้าผู้ใช้สามารถชำระเงินได้ครบถ้วนตามจำนวนที่ถูกเรียกเก็บ หนี้สินประเภทนี้จะเป็นหนี้สินระยะสั้นที่ไม่มีดอกเบี้ยแถมยังมีส่วนลดและสิทธิพิเศษต่างๆ ที่น่าสนใจยิ่ง แต่ไฉนหนี้บัตรเครดิตจึงกลายเป็นหนี้ระยะยาวที่คิดดอกเบี้ยมหาโหดสำหรับหลายคน

การใช้สินเชื่อบัตรเครดิตแตกต่างจากการใช้สินเชื่อประเภทอื่น เพราะความง่าย ความสะดวกสบายในการใช้ เนื่องจากสินเชื่อจากบัตรเครดิตเป็นสินเชื่อแบบ Open-Ended Credit ซึ่งเป็นสินเชื่อประเภทที่อนุมัติวงเงินสินเชื่อให้ล่วงหน้าจำนวนหนึ่ง แล้วไม่สนใจว่าผู้ขอสินเชื่อจะนำเงินไปใช้จ่ายอะไร อย่างไร หรือเมื่อไร แต่จะต้องชำระคืนตามเงื่อนไขที่กำหนด ความสะดวกสบายจึงเริ่มต้นทันทีที่ได้รับบัตรเครดิต คือ ขออนุมัติครั้งเดียว หลังจากนั้น จะซื้อหาอะไร เมื่อไรก็ได้ ด้วยความสะดวกสบายที่ได้รับ ความง่ายในการจับจ่ายใช้สอย ทำให้ซื้อของได้ทันทีที่ต้องการโดยไม่ต้องมีเงินสด ไม่ต้องเดินหาเครื่อง ATM ไม่ต้องรอเบิกเงินจากธนาคาร รวมทั้งไม่ต้องรอเงินเดือนออกตอนสิ้นเดือน ยิ่งง่าย ยิ่งสะดวก ยิ่งเพลิน อย่างล่าสุดมีรถแท็กซี่ที่ผู้โดยสารสามารถจ่ายค่ารถด้วยบัตรเครดิตออกให้บริการแล้ว ไม่ต้องมีเงินสดแต่ไม่ต้องโหนรถเมล์ โดยปกติมนุษย์ชอบความสะดวกสบายและมีความสุขจากการใช้เงินเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หากความเพลิดเพลินเกิดขึ้นนานเข้า การใช้เงินง่ายๆ หาความสุขได้ง่ายๆ ที่สุดจะกลายเป็นความเคยชิน นิสัยในการใช้จ่ายจะเริ่มเปลี่ยน คือจะใช้สินเชื่อเพื่อความสะดวกสบายนี้ด้วยความคุ้นเคย จนเป็นนิสัย จะเริ่มเคยชินกับการซื้อหาสิ่งของแบบไม่ต้องวางแผน เคยชินกับการซื้อทันทีโดยไม่ต้องมีเงินออม เคยชินกับการใช้เงินในอนาคตของตนเอง หากผู้ใช้สินเชื่อประเภทนี้ลืมประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของตนเอง หรือมีความสามารถในการซื้อมากกว่าความสามารถในการจ่ายชำระ ไม่สามารถจ่ายชำระหนี้ได้ทั้งจำนวน ได้แต่ชำระหนี้บางส่วน และใช้สินเชื่อจนเต็มวงเงิน ก็จะเคยชินกับการเป็นหนี้ เคยชินกับการจ่ายชำระหนี้ขั้นต่ำ เคยชินกับการจ่ายดอกเบี้ย ทำให้มีโอกาสเป็นหนี้บัตรเครดิตแบบถาวรได้ รวมทั้ง หนี้สินที่ค้างชำระจะเพิ่มมูลค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว จน Open-Ended Credit อาจจะกลายเป็น Open but Never End Credit ไปก็เป็นได้

อ. อัจฉรา โยมสินธุ์ /จากหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ คอลัมน์ Financial Intelligence ฉบับวันจันทร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2548



  ตั้งสติ? เก็บสตางค์


เคยนึกแปลกใจไหมว่า ทำงานมาตั้งหลายปีแล้ว แต่ทำไมไม่มีเงินเก็บเลย

คิดว่าโรคนี้คงเป็นโรคประจำตัวของมนุษย์เงินเดือนหลายๆ ท่าน คนเรามีเวลาทำงานเต็มที่ไม่น่าเกิน 40 ปี และหลังจากนั้นคงใช้ชีวิตหลังเกษียณอีกประมาณ 20 ปี คิดแค่นี้ก็หนาวแล้ว หากทำงานไปเรื่อยๆ จนเกษียณแล้วไม่มีเงินเหลือเลย จะทำอย่างไรดี คิดง่ายๆ แค่หลังเกษียณมีข้าวกินให้ครบ 3 มื้อๆ ละ 100 บาท เราก็ต้องมีเงินเก็บประมาณ 2,910,000 บาทแล้ว ถ้าไม่เริ่มเก็บตั้งแต่เริ่มทำงานใหม่ๆ ก็มีหวังอดมื้อกินมื้อแน่นอน นี่ยังไม่รวมค่ารักษาพยาบาลกรณีเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยนะ

เริ่มปีใหม่เริ่มต้นด้วยการมอบสิ่งดีๆ ให้กับตัวเองกันดีกว่า อันดับแรกเริ่มจากการบอกกับตัวเองว่าปีใหม่ปีนี้เราจะทำดีถวายในหลวงด้วยการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง ตั้งใจทำงาน ยึดพระราชดำรัสของพระองค์เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต เริ่มต้นด้วยการดูแลตัวเองเรื่องการเก็บออมอย่างมีวินัยและใช้จ่ายอย่างพอเพียง จะเริ่มอย่างไรดี

1. ต้องเก็บก่อนใช้ สร้างวินัยการออมให้ตัวเองก่อน ยึดหลักเก็บก่อนมีเงินก่อน อย่าอ้างโน่นอ้างนี่ เช่น เงินเดือนแค่นี้จะเก็บได้อย่างไร แค่กินยังไม่อยากจะพอ ท่องไว้เลยว่า ถ้าเรา คิดจะเก็บเราต้องเก็บได้ มนุษย์เป็นไปตามความคิด ว่าแล้วเดือนนี้เงินเดือนออกมาปุ๊บเก็บปั๊บ เก็บก่อนใช้จะเก็บได้ อย่าลืมไปเปิดบัญชีฝากประจำชนิดที่ไม่ต้องเสียภาษีระยะเวลา 2 ปี ฝากเท่าๆ กันทุกเดือน (ตั้งแต่ 1,000 ถึงสูงสุด?. ต่อเดือน) และที่สำคัญ บัญชีที่จะเก็บเงินต้องไม่มีบัตรเอทีเอ็ม ใจต้องเข้มแข็งไว้เราจึงจะเก็บเงินได้ นึกถึงช่วงที่ไม่มีเงินหน้าจะแห้งท้องจะหิว เพื่อนฝูงก็เมิน

2. ต้องมีกติกาในการใช้บัตรเครดิตและใช้อย่างชาญฉลาด พกทีละใบใช้ทีละใบ อย่าลืมว่าการใช้บัตรเครดิตคือ การใช้เงินอนาคต ส่วนมากคนที่รูดบัตรเครดิตอย่างไม่คิดชีวิตจะมีอายุประมาณ 20 กว่าๆ และชอบชำระขั้นต่ำทำให้ต้องเสียดอกเบี้ยค่อนข้างสูง กำหนดวงเงินในการใช้บัตรเครดิตแต่ละเดือนเมื่อรวมกับการใช้จ่ายทั่วไปไม่ควรเกินวงเงินการใช้จ่ายในแต่ละเดือนของเรา จะได้ไม่มีปัญหาในเดือนถัดไป เมื่อใช้บัตรแล้วทุกเดือนควรชำระให้เต็มตามยอดหนี้และชำระให้ตรงตามระยะเวลาจะได้ไม่ต้องเสียดอกเบี้ยที่แพงหูฉี่

3. กำหนดกติกาในการเดินห้างสรรพสินค้า ต้องยอมรับว่าในห้างสรรพสินค้ามีสิ่งล่อตาล่อใจค่อนข้างมากแม้เราจะตั้งใจมั่นอย่างไรก็ตาม แต่สุดท้าย ก็พ่ายแพ้กิเลส เพราะฉะนั้นอาจสร้างกติกากับตัวเองในการเดินห้างสรรพสินค้าเดือนละครั้ง เพื่อไปเปิดหูเปิดตาบ้าง แต่ก็ควรเตือนตัวเองด้วยว่าอะไรควรซื้ออะไรไม่ควรซื้อ หากจำเป็นต้องซื้อของใช้ในบ้านก็ควรจดรายการไปให้เรียบร้อย

4. เริ่มจดบัญชีรายรับ-รายการใช้จ่าย การจดรายการใช้จ่ายจะช่วยให้เรารู้ว่าอะไรควรใช้อะไรไม่ควรใช้ เริ่มปีใหม่เริ่มทำเลย จะช่วยให้เรามีวินัยในการใช้จ่ายและรู้สถานะการเงินของเราตลอดเวลา แบ่งเป็นช่องรายรับ และรายจ่ายจะได้รู้ว่าตอนนี้ติดลบแล้วหรือยัง นอกจากนั้น จะช่วยให้เราเก็บเงินได้ด้วย

5. นึกถึงชีวิตยามเกษียณไว้เสมอ วันเวลาไม่เคยคอยใครเคลื่อนไปทุกวันเผลอแป๊บเดียวอายุเข้าหลักสี่แล้ว เหลียวมองเงินที่เก็บยังไม่พอกินข้าว 3 มื้อหลังเกษียณเลย อย่าให้เป็นเช่นนั้น ต้องตระหนักถึงชีวิตหลังเกษียณไว้เสมอเราต้องมีชีวิตหลังเกษียณอย่างสุขสบาย เพราะฉะนั้น เริ่มเก็บตั้งแต่อายุยังน้อยจะได้ไม่ต้องเหนื่อยทำงานหนักยามอายุมาก

เปลี่ยนความคิดเป็นความตั้งใจ เปลี่ยนความตั้งใจเป็นการกระทำ เริ่มต้นปีใหม่ด้วยการเก็บออมอย่างเป็นระบบ ทบทวนชีวิตในปีที่ผ่านมา เราทำอะไรไปบ้าง อะไรที่ดีก็ทำต่อไป อะไรที่ไม่ดี ลด ละ เลิก ปีนี้เริ่มต้นกันใหม่ทำสิ่งดีๆ เพื่อตนเอง เพื่อสังคม เพื่อประเทศชาติ เดินตามรอยพ่อหลวงของปวงชนชาวไทยเพื่อชีวิตที่ผาสุกในอนาคต ไม่มีคำว่าสายสำหรับการเริ่มต้น

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ


 จะรวยแบบจนจน หรือจะจนแบบรวยรวย

ไม่เฉพาะแต่สวยเลือกได้ หล่อเลือกได้ จะเป็นคนดี เป็นคนไม่ดี จะทำงานสุจริต หรือจะทุจริตคดโกง

จะขยันขันแข็ง หรือจะขี้เกียจสันหลังยาว จะมีความสุขทุกวัน หรือจะระทมทุกข์ตลอดเวลา ที่จริงก็เป็นเรื่องที่เราเลือกได้... ชีวิตมีทางให้เราเลือกเสมอ แต่เรามักมองข้ามไป อาจเป็นเพราะขี้เกียจเลือก เพราะคิดว่าที่มีอยู่ หรือที่เป็นอยู่ก็ดีอยู่แล้ว ไม่น่าจะมีอะไรดีไปกว่านี้ได้ หรือเพราะพิจารณาไม่รอบคอบ บางครั้งเราเห็นทางเลือกแค่ซ้ายกับขวา ทั้งที่ก็ยังมีตรงกลางให้เลือก หรือบางครั้งเรานึกว่ามีเพียงเดินหน้ากับถอยหลัง ทั้งที่ก็ยังสามารถหยุดอยู่ตรงกลาง เพื่อคิดให้แน่ใจก่อนเลือกว่าจะเดินหน้าหรือถอยหลัง เราอาจจะต้องถอยหลังเพื่อไปข้างหน้า เพราะการเดินหน้าอย่างไม่ระวังอาจทำให้เราถอยหลังไปไกลกว่าเดิม...!!

หลายครั้งเราไม่สนใจว่ามีทางเลือก จึงมักจะว่าตามๆ กันไป... ก็ทำตามๆ เค้าไป ใครเค้ามีอะไรเราขอมีด้วยคน ใครเค้าทำอะไรเราขอทำด้วยคน ใครเค้ากินอะไรเราขอกินด้วยคน เห็นใครเค้าทำอะไรสบายๆ ดูง่ายๆ ก็ขอทำกะเค้าด้วย... เห็นคนมีสตางค์ ใช้ชีวิตหรูหรา ฟุ่มเฟือย ใช้ข้าวของแบรนด์เนมราคาแพง ก็ทำตามเค้าไป เห็นใครเค้ามีอุปกรณ์ทันสมัย Hi-tech ก็ขอมีกะเค้าด้วย ปัญหาคงจะไม่เกิด หากการทำตามๆ เค้าไป หรือการมีอย่างที่เค้ามี การเป็นอย่างที่เค้าเป็นเหล่านั้นจะไม่สร้างความเดือดร้อน หรือก่อความวุ่นวายให้ตัวเราเองหรือส่วนรวม

แต่โดยทั่วไป ความอยากได้ อยากมี อยากเป็นเหล่านี้มักสร้างปัญหาต่อเนื่องอย่างเลี่ยงได้ยาก เพราะส่วนใหญ่ เรามัวแต่มองคนอื่น เราเลยเลือกเป็นอย่างคนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเรา ที่มักไม่เหมาะสมกับตัวเรา เพราะเราเห็นคนอื่น แล้วก็คิดไปเองว่าเค้าคงมีความสุขกาย สบายใจ เราเลยเลือกเป็นอย่างเขาบ้าง

บ่อยครั้งที่เราลืมมองตนเอง ลืมมองสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราตามความจริง ลืมสนใจความต้องการที่แท้จริง เราจึงตัดสินใจเลือกไปตามที่เราเห็น โดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสม เมื่อเลือกใช้ เลือกเป็นในแบบที่ไม่เหมาะสม ความไม่สมดุลที่ตามมา จึงก่อภาระสร้างปัญหาให้ต้องทุกข์ใจได้ไม่หยุดหย่อน ความจริงไม่น่าจะยากที่จะเป็นตัวเอง ที่จะมีความสุขตามสภาพแวดล้อมของตัวเราเอง ที่จะจัดการตัวเองให้เหมาะสมกลมกลืนกับธรรมชาติรอบๆ ตัว

หากเราไม่พิจารณาสภาพแวดล้อมและไม่จัดการปรับตัวเราให้พอเหมาะพอดีกับสภาพแวดล้อมนั้น ถึงจะมีเงินทองหมื่นล้านแสนล้าน มีคฤหาสน์หรูหราในทุกทวีป มีรถยนต์ทุกยี่ห้อ มีเครื่องบินส่วนตัว มีที่ดิน ทรัพย์สมบัติมากมาย รับรองว่าความสุข ความสบายใจก็เกิดขึ้นได้ยาก

ทำยังไงก็จะยังเป็นคนจนแบบรวยรวย อยู่เช่นนั้น จะไม่มีวันร่ำรวยได้อย่างแท้จริง เพราะคนจนแบบรวยรวยเหล่านี้จะเบียดเบียนตนเองโดยไม่รู้ตัว ซ้ำร้ายปัญหาจะขยายวงกว้างขึ้น หากเขาเริ่มเบียดเบียนส่วนรวม ไม่ว่าจะเป็นเพราะต้องการมีทรัพย์สินเงินทองเพิ่มมากขึ้น ต้องการมีอำนาจหน้าที่ ต้องการเป็นใหญ่เป็นโต หรือใช้เงินไปในทางไม่ชอบเพื่อประโยชน์ส่วนตัว

ตรงกันข้าม หากคนที่ร่ำรวยเงินทองเหล่านี้ รู้จักตัวเองตามความจริง แล้วรู้จักแบ่งปัน รู้จักเผื่อแผ่ให้แก่ส่วนรวม ทรัพย์สินเงินทองเพียงน้อยนิดของเขาจะสร้างประโยชน์แก่ส่วนรวมได้มากมายมหาศาลอย่าง เช่น ค่าอาหารเย็นสุดหรูไม่กี่มื้อ อาจจะสร้างโอกาสให้เด็กบางคนเรียนหนังสือได้เป็นปี หรือราคารถยนต์คันที่ห้าของคนจนแบบรวยรวยเหล่านี้ อาจจะช่วยกอบกู้วิกฤติให้แก่ชุนชนบางแห่งได้อย่างไม่น่าเชื่อ

เราเห็นมหาเศรษฐีหลายคนที่บริจาคเงินมหาศาลให้แก่การกุศลเพื่อช่วยเหลือสังคมในวงกว้าง อย่างมหาเศรษฐีนักลงทุนอย่างวอร์เรน บัพเฟตต์ หรือคุณปู่ของไฮโซสาวชื่อดังปารีส ฮิลตันที่ยกมรดกเกือบทั้งหมดให้การกุศล เพราะเขามองว่าลูกหลานของเค้าไม่ได้ด้อยโอกาสไปกว่าใคร เพราะลูกหลานของเขายังทำมาหากินได้ ยังมีชีวิตที่ดีได้อย่างปกติ เพราะเงินมากมายเหล่านี้ ก็ได้มาจากผู้คนในสังคม จึงควรจะได้กลับไปช่วยเหลือผู้คนในสังคม ไม่จำกัดแต่คนในครอบครัวเท่านั้น คนรวยแบบไม่จนเหล่านี้ เขาไม่เหลิงในความรวย ทำให้นอกจากจะมีความสุขกายจากข้าวของ เครื่องใช้ สิ่งอำนวยความสะดวกราคาแพงแล้ว เขายังมีความอิ่มเอิบเบิกบานใจจากการกระทำของตนเองด้วย

ส่วนใครที่คิดว่ายังไม่รวยพอ ลองพิจารณาสภาพแวดล้อมรอบตัวเองอีกสักครั้ง แล้วลองวางระบบ จัดระเบียบชีวิตตนเองอีกที หลายท่านอาจจะพบว่าสามารถเป็นคนรวยแบบจนจนได้อย่างมีความสุข เพราะความจน ความรวยในทรัพย์สินเงินทองอาจจะไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในชีวิตเสมอไป เรารวยกันได้ทั่วหน้า รวยตามอัตภาพ ตามสิ่งแวดล้อม รวยในแบบของเรา รวยแบบไม่มีใครเหมือน และไม่ต้องรวยเหมือนใคร

ความรวยจริงๆ จากข้างใน ในแบบของเรา จะสร้างความสง่างาม สร้างคุณค่าในชีวิตได้ จนราศี รัศมีแห่งความรวยแข่งเปล่งประกาย ฉายแววให้ผู้คนรอบตัวได้แปลกใจเป็นแน่แท้ส่วนคนรวยที่เหลิงในความรวย ทั้งไม่รู้จักพอ และใช้เงินใช้ทองไม่เป็นประโยชน์ เขาต้องทุกข์ระทม หน้าชื่นอกตรม อาจจะนั่งยิ้มหวานอยู่ในรถหรูหราราคาแพง ทั้งที่ในใจร้อนรุ่ม กระวนกระวาย ไม่สงบ น่าจะต้องลองถามหาความต้องการที่แท้จริงตามธรรมชาติดู แล้วคำนวณจุดสมดุลที่จะปรับจูน ชีวิตให้มีค่า มีประโยชน์ทั้งต่อตนเองและส่วนรวมดูบ้าง เพื่อจะพบว่าการหยุดวิ่ง หยุดความวุ่นวาย หยุดความร้อนรนในชีวิตทำได้ง่ายกว่าที่คิด ไม่ต้องเสียเงินเสียทองมากมายไปจ้างใครต่อใครให้มาช่วยเรา

ลองเป็นคนจนแบบรวยรวยดูค่ะ

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ


   5 นิสัยทางการเงินย่ำแย่ที่ควรแก้รับปีใหม่

Fundamentlas ฉบับส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่เมื่อปีที่ผ่านมา ได้หยิบ "10 นิสัยทางการเงินที่ดี " มานำเสนอกันไปแล้ว ฉบับส่งท้ายปีจอต้อนรับปีหมูเลยขอนำเสนอ" 5 นิสัยทางการเงินย่ำแย่ที่ควรแก้รับปีใหม่" เผื่อว่าจะช่วยทำให้คุณได้มีโอกาสสลัดสิ่งไม่ดีทิ้งไปก่อนปีใหม่จะเดินทางมาถึง

- - - - - ผลีผลามลงทุน - - - - -

กระโจนเข้าซื้อหุ้นร้อนทันทีที่เพื่อนหรือโบรกเกอร์เชียร์ เพราะหวังว่าจะทำกำไรระยะสั้น!!! ลงทุนในกองทุนอสังหาริมทรัพย์ เพราะฟังผู้รู้บอกว่าเป็นช่องทางที่หยิบยื่นกำไรอันงดงามให้!!!! ไม่พูดพร่ำทำเพลง เห็นราคาทองวิ่งฉิว เลยขอร่วมแจม เพราะอยากได้กำไรจากการขยับตัวขึ้นของราคาทองคำ!!! เหล่านี้รึเปล่า ที่เป็นพฤติกรรมการลงทุนของคุณ แล้วท้ายสุด ต้องมานั่งเก๊กซิมกับผลที่ออกมา เพราะฤทธิ์แต่ผลีผลามเข้าไปลงทุนโดยไม่ศึกษาให้รู้และเข้าใจอย่างถ่องแท้ นิสัยการลงทุนแย่ๆ แบบนี้ ใครๆ ก็เป็นได้ โดยมากเมื่อปล่อยให้ความโลภเข้ามาครอบงำเมื่อไหร่ รับรองได้เลยว่าคุณจะผลีผลามเข้าลงทุนอย่างไม่คิดหน้าคิดหลัง ถ้าปีจอทั้งปี คุณยังลงทุนด้วยพฤติกรรมแบบนี้ อย่าปล่อยให้ปีหมูซ้ำรอยปีจอ เริ่มต้นปีใหม่ด้วยการวางแผนลงทุนอย่างมีสติมากขึ้น เช่น ปีนี้ตั้งเป้าไว้ตั้งแต่ต้นปีว่าก่อนลงทุนคุณจะไตร่ตรองอย่างละเอียด ศึกษาทุกรายละเอียดอย่างถ่องแท้ ให้รู้ลึกรู้จริง ก่อนจะตัดสินใจควักเงินลงทุน หรือปีนี้ตั้งใจจะรื้อปรับขยับพอร์ตใหม่ วางมือจากพวกปั่นหุ้นเก็งกำไร หวือหวาผาดโผน ก็ลองศึกษาหาความรู้เจาะลึกหุ้นพื้นฐานให้เยอะเข้าไว้ เพื่อเริ่มต้นปีใหม่ด้วยพอร์ตที่สดใสกว่าเดิม ไม่เพียงเลิกนิสัยผลีผลามเข้าลงทุนเท่านั้น แต่ควรจะเริ่มต้นปีใหม่ด้วยการศึกษาหาช่องทางการลงทุนใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นตราสารอนุพันธ์ หรือพวกกองทุนคอมมูนิตี้ ไปจนถึงศึกษาการลงทุนในรูปแบบใหม่ๆ เช่น การลงทุนทางออนไลน์

- - - - - ไม่เคยคิดออมเงิน - - - - -

ตอนนี้ภาระล้นมือ ไหนจะต้องส่งเงินให้พ่อแม่ ไหนจะต้องส่งหลานเรียน เอาไว้ให้อยู่ตัวก่อนแล้วค่อยลงมือออม!!! โอ้โห..ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ผ่อนมือถือ ผ่อนแอร์ เดือนๆ หนึ่งจะให้เหลือเงินที่ไหนไปออม!!! เงินเดือนน้อยจะแย่ ค่าน้ำมันก็แพง ดอกเบี้ยก็แพง เงินเฟ้อก็พุ่ง ถ้ามีเงินเหลือไว้ออมก็เกินไปล่ะ!!!! เอาไว้ ปีหน้าออมแน่ๆ ปีนี้ไม่ไหว ขอสะสางพวกหนี้บัตรเครดิต หนี้เงินด่วนก่อน!!! ปีที่ผ่านๆ มา คุณอาจจะเคยผลัดวันประกันพรุ่งกับการออม ซึ่งเป็นนิสัยทางการเงินที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ไหนๆ ปีใหม่นี้เป็นปีหมู แค่สัญลักษณ์ก็ถือว่าเชิญชวนให้ออมเงินแล้ว ฉะนั้น สลัดทิ้งซะ ไอ้นิสัยผลัดวันประกันพรุ่งกับการออม ถ้าไม่รู้จะเริ่มต้นตรงจุดไหนอย่างไร พอเริ่มต้นปีหมู ก็ให้เดินไปที่แบงก์แล้วเปิดบัญชีเงินฝากประจำ แล้วฝากเข้าทุกเดือนๆ

หรือสำหรับคนที่มีเค้าว่าเป็นคนที่มีวินัยหย่อนยาน ลองทำโปรแกรมหักบัญชีอัตโนมัติเข้าบัญชีเงินฝากประจำไปเลย รับรองว่าพอสิ้นปีหมูก้าวเข้าสู่ปีชวด คุณจะกลายเป็นคนใหม่ที่มีเงินออม

- - - - - ฟุ่มเฟือยเป็นนิสัย - - - - -

เพิ่งซื้อกระเป๋าใบใหม่ราคาเรือนพันเมื่ออาทิตย์ที่แล้วนี้เอง วันนี้ซื้ออีกใบเพราะเห็นว่าสวยดีและอยากได้!!! ใครๆ ก็รู้ว่าชอบชอปปิงมาแต่ไหนแต่ไร ไม่เห็นจะแปลกถ้าช้อปวันละหมื่น เงินเดือนไม่พอเดี๋ยวค่อยไปขอพ่อแม่!! เป็นคนสะสมรองเท้า เห็นทีไรเป็นต้องซื้อ ถึงจะคู่ละพันหรือคู่ละหมื่นก็ต้องซื้อ ถ้าใจชอบซะอย่าง!!! เหล่านี้รึเปล่าที่เป็นนิสัยการใช้เงินของคุณ โละทิ้งไปเลยถ้าปีใหม่นี้คุณอยากเป็นคนที่มีเงินออมเก็บเป็นกอบเป็นกำเหมือนอย่างคนอื่นเขา เพราะการฟุ่มเฟือยจนเป็นนิสัยนี่แหละ ที่หากปล่อยทิ้งไว้ ก็มีแต่จะทำให้คุณตั้งหลักการออมไม่ได้ซะที สลัดทิ้งนิสัยฟุ่มเฟือยให้อยู่กับปีจอนี่แหละ ปีหมูที่กำลังจะคืบคลานมาถึงนี้ ขอให้คุณคิดหน้าคิดหลังก่อนทุกครั้งที่จะจับจ่าย ใช้สอยอย่างมีเหตุมีผล และให้คุ้มค่าทุกบาททุกสตางค์

- - - - - สร้างหนี้ซ้ำเติมตัวเอง - - - - -

หมุนเงินไม่ทัน โชคดีที่กู้หนี้นอกระบบมาแก้สถานการณ์ไว้ได้ทัน!!!

ก็เห็นเจ้าหน้าที่แบงก์ที่โทรมา เขาบอกว่าให้ดอกเบี้ยถูกเป็นพิเศษก็เลยกู้ไว้ พอดีกำลังอยากซื้อทีวีเครื่องใหม่!!! เพิ่งตกลงทำบัตรเครดิตใบใหม่ไป ตอนนี้มี 5 ใบแล้ว เผื่อไว้ก่อน จะได้กดเงินจากบัตรใหม่มาโปะหนี้บัตรเก่า!!! พอทีเถอะ สำหรับการสร้างหนี้ขึ้นมาซ้ำเติมตัวเอง จำไว้ให้ขึ้นใจ ไม่ว่าจะเป็นหนี้สายพันธ์ไหนก็ช่าง ก็คอยแต่จะบั่นทอนสุขภาพทางการเงินของคุณทั้งสิ้น จะบอกให้สลัดหนี้ทิ้งรับปีหมู คงไม่หมูอย่างที่คิด เพราะฉะนั้น ก็ให้โละทิ้งนิสัยชอบสร้างหนี้ ใจแข็งเข้าไว้อย่าเผลอไปใช้บัตรเครดิตกดเงินสด อย่าหลงคารมแบงก์ที่มักจะสร้างโปรโมชั่นกู้เงินด้วยดอกเบี้ยถูกๆ ในช่วงแรก อย่าคิดสั้นด้วยการหันไปกู้หนี้นอกระบบ ให้ปีหมูที่กำลังเดินทางมาถึง เป็นปีที่คุณค่อยๆ ปลดเปลื้องหนี้อย่างมุ่งมั่นและตั้งอกตั้งใจ อย่าริไปกู้อะไรสร้างหนี้เพิ่มให้ชีวิตอีก อาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับการสางหนี้ให้หมดอย่างรวดเร็ว แต่ขอให้อดทนแล้ววันหนึ่งอิสรภาพทางการเงินก็จะอยู่เคียงข้างคุณ

- - - - - มองข้ามเรื่องที่ควรใส่ใจ - - - - -

เปิดดูสเตทเมนท์บัตรเครดิตเสร็จ ก็ขยำทิ้งลงถังขยะ ขี้เกียจเก็บไว้ รกเปล่าๆ !!!! อ๋อ ใบเสร็จค่าประกัน ค่างวดผ่อนบ้านเหรอ จ่ายแล้วก็แล้วกัน เก็บไว้ทำไม!!! ไม่ค่อยได้สนใจหรอกเรื่องลงทุนน่ะ ซื้อกองทุนไว้แล้วก็ปล่อยให้มืออาชีพเขาบริหารไป!!! ถ้าเหล่านี้คือ พฤติกรรมปกติของคุณ น่าจะปรับเปลี่ยนซะช่วงส่งท้ายปีนี่แหละ เปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่ที่ใส่ใจเรื่องที่ดีมีประโยชน์ เช่นเรื่องบัตรเครดิต ไม่ใช่สักแต่ว่าเปิดมาดูแล้วขยำทิ้ง แต่ตรวจตราซะหน่อยว่ามีอะไรโผล่มาอย่างผิดปกติหรือเปล่า หรือแม้แต่ค่างวดผ่อนบ้านผ่อนรถหรือผ่อนอะไรก็ตาม ทางที่ดีควรเก็บไว้ก่อน เผื่อว่ามีปัญหาขึ้นมาจะได้งัดใบเสร็จมายืนยันการชำระของคุณได้ ส่วนเรื่องลงทุนหรือออมก็เช่นกัน เมื่อทำธุรกรรมการเงินอะไรก็แล้วแต่ อย่าได้เพิกเฉยหรือละเลย แต่ต้องติดตามผลการลงทุน เก็บหลักฐานการลงทุนหรือออมเอาไว้ หากปีก่อนๆ คุณยังมองข้ามหรือละเลยเรื่องที่ควรใส่ใจล่ะก็ ยังไม่สายเกินไป เริ่มซะตั้งแต่ปีหมูนี่แหละ


  22 เคล็ด(ไม่)ลับ เก็บเงินได้มากขึ้น

ท่ามกลางสถานการณ์เงินฝืดดังเอี๊ยด การออมก็ยิ่งยาก

โดยเฉพาะกับลูกจ้างกินเงินเดือนประจำ เพียงแค่ให้ผ่านพ้นไปได้แต่ละเดือนก็ยากแล้ว ส่วนใหญ่ยังมีภาระหนี้ ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และหนี้บัตรเครดิตอีกไม่น้อย อย่างไรก็ตาม หากคิดจะออมเสียแล้ว แม้เงินจะฝืดอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องยาก ต่อไปนี้เป็นแนวคิดและวิถีการออมโลกตะวันตก ลองอ่านดูจะเห็นว่าหลายๆ วิธีก็ใช้ได้กับโลกตะวันออกเหมือนกัน

ปฏิบัติการเรื่องเงินๆ ทองๆ

อะไรกัน!!! นี่คุณไม่มีเงินเก็บสักบาทเลยรึ!!!!

ในภาวะเศรษฐกิจปกติก็ออมไม่ค่อยจะได้อยู่แล้ว แต่ “ มัทยา ดีจริงจริง” เจ้าของหนังสือขายดี “ ออมน้อยก็รวยได้” จากหนังสือ Saving On A Shoestring ของ Barbara O’Neill, CFP สำนักพิมพ์ซีเอ็ดยูเคชั่น มีเคล็ดลับสำหรับคนอยากออมว่า การเก็บเงินไม่ต่างอะไรกับโปรแกรมลดความอ้วน มันยากตอนเริ่มต้น และยากขึ้นไปอีกเมื่อต้องจูงใจตัวเองให้ทำต่อเนื่อง การออมถือเป็นเรื่องที่ต้องอดทนและมีวินัยอย่างมาก แต่หากคุณทำได้ ผลที่ได้รับนั้นแสนคุ้มค่า

สำคัญอยู่ที่การจัดลำดับความสำคัญและทัศนคติ แค่คุณอยากจะหยุดเรื่องแย่ๆ (ไม่มีเงินเก็บสักบาท) ให้ได้นี่ก็ดีแล้ว การเริ่มต้นที่ดีคือการเลือกวิธีออมสักวิธี (หรือหลายวิธี) ที่ดีที่สุดสำหรับตัวคุณเอง ลองพิจารณาดู 22 เคล็ดลับของนักออมที่เขาออมกันได้ผลมาแล้ว

22 เคล็ดลับของนักออมทั่วโลก

1.จ่ายให้ตัวเองก่อนอันดับแรก กันส่วนหนึ่งของเงินเดือนที่ได้รับ จะมากจะน้อยให้นำไปฝากเข้าบัญชีธนาคารทุกๆ เดือน แล้วอย่าไปยุ่งกับบัญชีนั้นเด็ดขาด ถ้าจำเป็นต้องถอนเงินส่วนนี้ ให้ถือว่ากำลังกู้เงิน เวลาคืนต้องคืนทั้งต้นทั้งดอก

2.เก็บเหรียญทั้งหลายลงกระปุก เปิดอีกบัญชีสำหรับเงินหยอดกระปุก อย่าดูถูกการสะสมเงินเล็กเงินน้อย จากก้อนเล็กๆ เติบโตกลายเป็นเงินก้อนใหญ่ในอนาคต

3.เก็บเงินคืนที่ได้รับจากเรื่องต่างๆ เข้าบัญชีธนาคาร เงินรับที่เป็นเบี้ยหัวแตก เช่น เงินคืนตามโปรโมชันการซื้อสินค้า เงินคืนเบี้ยประกัน รายได้เบี้ยใบ้รายทางต่างๆ ให้รวมเป็นบัญชีเดียว แล้วทำบัญชีไว้ คุณจะได้รู้ว่า ณ สิ้นปีรายรับที่ได้จากเงินคืนพวกนี้มันมากขนาดไหน รายรับพวกนี้เป็นรายรับไม่ต้องเสียภาษี น่าเสียดายที่จะใช้ทิ้งๆ ขว้างๆ

4.จ่ายเงินค่างวดผ่อนต่างๆ เข้าบัญชีตัวเอง (แม้เมื่อผ่อนค่างวดนั้นหมดแล้ว)

คุณกำลังผ่อนค่างวดรถ (หรือจอแบน) อยู่หรือเปล่า ถ้าใช่ ขอให้คุณผ่อนต่อไปด้วยเงินจำนวนเท่าเดิม แต่จ่ายเข้าบัญชีเงินออมของคุณเอง วิธีนี้คุณไม่เดือดร้อนเพราะคุณเคยชินกับภาระผ่อนนั้นๆ อยู่แล้ว ทั้งนี้ภายใต้เงื่อนไขว่าคุณไม่มีภาระผ่อนอะไรใหม่ๆ เข้ามาอีก

5.หยุดนิสัยฟุ่มเฟือยสุรุ่ยสุร่าย รายจ่ายฟุ่มเฟือยต่างๆ ตัดทิ้งให้หมด ทำรายการขึ้นมาว่าต้องใช้จ่ายอะไรบ้าง หลายคนแปลกใจว่ายิ่งคิดยิ่งตัดได้เรื่อยๆ

6.เพิ่มผลตอบแทนการลงทุน ไม่ควรยอมรับผลตอบแทนดอกเบี้ยต่ำ เงินออมที่มีอยู่ควรไปสร้างเงินต่อด้วยการลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด ขณะเดียวกันก็ต้องสร้างสมดุลในการรับความเสี่ยงด้วย

7.เป็นสมาชิกสหกรณ์ เป็นวิธีง่ายสุดของการออมเงิน พร้อมทั้งเป็นแหล่งเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำอีกต่างหาก

8.ซื้อพันธบัตรรัฐบาล สำหรับประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยมีการออกพันธบัตรประเภทต่างๆ ให้ผู้สนใจ ถ้าสนใจเข้าไปดูที่ www.bot.or.th การจำหน่ายพันธบัตรให้กับประชาชน สิ่งที่ต้องดูคือประเภทพันธบัตร อัตราดอกเบี้ย และวันจ่ายดอกเบี้ย

9.ใช้ประโยชน์จากการโอนเงินบัญชีธนาคาร เมื่อเงินเดือนถูกนำฝากเข้าในบัญชีของคุณแล้ว คุณควรให้มันอยู่ในบัญชีธนาคารให้นานที่สุด (ฮา)

10.เข้าร่วมแผนออมเงินของบริษัท แผนการออมของบริษัทเป็นแผนออมเงินแบบปลอดภาษี และนายจ้างช่วยจ่ายสมทบ เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับลูกจ้าง

11.ใช้การเสียภาษีให้เป็นประโยชน์ เรียนรู้เรื่องภาษี ประโยชน์ที่คุณไม่ควรเสียและประโยชน์ที่คุณควรได้ (ลดหย่อน)

12.เข้าโครงการออมเงินที่น่าสนใจ เปิดหูเปิดตาให้กว้าง อาจมีโปรแกรมออมที่นึกไม่ถึง

13.ส้มหล่น อย่าเพิ่งกินหมดในคราวเดียว เงินก้อนใหญ่ไม่มาบ่อยครั้ง เช่น มรดก รางวัลเกมโชว์ ลอตเตอรี่ เงินปันผลกองทุน ฯลฯ เงินก้อนนี้ควรนำไปใช้ในการออมหรือลงทุนเพื่อการเกษียณอายุ อย่าลืมปรึกษามืออาชีพด้านภาษีด้วย

14.รัดเข็ดขัดชั่วคราว อยากได้อะไรมากๆ ลองรัดเข็มขัดในช่วงเวลาหนึ่งๆ เช่น 2-3 เดือน เพื่อออมเงินให้มากกว่าปกติ เก็บเงินได้เท่าราคาของแล้วจึงค่อยกลับสู่การดำเนินชีวิตปกติ

15.ฝากเงินเข้าบัญชีส่วนบุคคลเพื่อการเกษียณอายุสัปดาห์ละครั้ง ในต่างประเทศนิยมมาก มีการทำบัญชีฝากสะสมเพื่อหลีกเลี่ยงการจ่ายก้อนใหญ่เพียงครั้งเดียว สำหรับไทยมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพซึ่งนายจ้างจ่ายสมทบให้

16.ให้นำเงินเดือนส่วนเพิ่มไปฝาก ถ้ารับเงินเป็นรายสัปดาห์หรือราย 2 สัปดาห์ อาจเป็นได้ว่าบางเดือนคุณจะได้รับเงินมากครั้งกว่าปกติ เช่น ถ้าได้รับเงินเป็นรายสัปดาห์ จะมี 4 เดือนที่ได้รับเงินมากครั้งกว่าปกติ หรือถ้าได้รับเงินเป็นราย 2 สัปดาห์ จะมี 3 เดือนที่คุณได้เงินเดือน 3 ครั้ง ครั้งที่เกินมาให้นำไปเข้าบัญชีเงินออม (ทันที)

17.เก็บเงินเบิกรายการต่างๆ ส่วนที่เกินจากรายจ่ายจริงเข้าบัญชีเงินออม ค่าเดินทางหรือรายจ่ายอื่นที่เบิกบริษัทได้ ควรเก็บส่วนเกินจากรายจ่ายจริงไว้ หรือคุณอาจได้ค่าล่วงเวลา ควรเก็บเงินส่วนนี้มาออมเช่นกัน เช่น ได้ค่าล่วงเวลาเดือนละ 2,000 บาท ถึงสิ้นปีจะมีเงินก้อน 2.4 หมื่นบาท สามารถนำมาใช้จ่ายในกรณีพิเศษโดยไม่ต้องไปถอนเงินออมหลัก

18.ยืมมาออม บางคนประสบความสำเร็จในการกู้เงินธนาคาร แล้วนำกลับไปฝากในบัญชีเงินออมของตนเองอีกทีหนึ่ง วิธีนี้ใช้ได้ผลกับคนที่กำลังมีค่าหักลดหย่อน (เช่น กู้ซื้อบ้าน) และใช้ได้กับช่วงเวลาที่ดอกฝากมากกว่าดอกกู้ (หลังภาษี) เท่านั้น ซึ่งปัจจุบันไม่ต้องพูดถึง

19.นำเงินปันผลและดอกเบี้ยไปต่อเงินโดยอัตโนมัติ เมื่อลงทุนหรือฝากเงินในผลิตภัณฑ์ทางการเงินใด จัดการให้เงินปันผลหรือดอกเบี้ยสามารถนำฝากหรือลงทุนต่อได้อัตโนมัติ ในระยะยาวจะเห็นผลน่าพอใจ

20.ทิ้งเงินไว้ในบัญชีกระแสรายวันให้น้อยที่สุด มีคนจำนวนมากทิ้งเงินไว้ในกระแสรายวัน (เพราะปลอดดอกเบี้ย) แต่หารู้ไม่ว่ากำลังพลาดโอกาสในการทำเงิน ที่ควรก็คือมีเงินในกระแสรายวันให้พอกับรายจ่ายรายเดือน หากเงินเหลือให้โอนไปยังบัญชีเงินฝากที่มีดอกเบี้ยหรือโอนไปลงทุนในผลิตภัณฑ์การเงินที่มีดอกเบี้ยดีสุดในเวลานั้น

21.ใช้ประโยชน์จาก Float ความหมายของ Float คือระยะช่วงที่ผู้ถือเช็คได้รับเช็คไปจนกระทั่งถึงตอนที่ได้รับเงินสั่งจ่ายตามเช็ค กล่าวคือช่วงที่ยังไม่ได้ถูกตัดบัญชีก็ควรแช่เงินไว้ในบัญชีเงินฝากให้นานเท่าที่จะนานได้ ก่อนจะโอนไปเข้าบัญชีกระแสรายวันเพื่อตัดจ่ายเช็ค

22.จ่ายหนี้ให้หมด คุณอยากได้ผลตอบแทน 17-21% หรือเปล่า? อย่ามีหนี้บัตรเครดิตสิ เคลียร์หนี้บัตรให้หมด รู้มั้ยว่าถ้ายอดหนี้อยู่ที่ 2.4 หมื่นบาท ดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายทั้งปีอยู่ที่ 4,000-5,200 บาท รีบเคลียร์หนี้ให้หมด ผลตอบแทนที่คุณจะได้คือไม่ต้องเสียดอกเบี้ยก้อนนี้ การปลอดหนี้บัตรจึงเป็นวิธีออมเงินก้อนใหญ่ แต่ถ้าจำเป็นต้องมีหนี้ (จริงๆ) หาบัตรที่ดอกถูกสุดมาใช้

คิดและลงมือทำ!

มัทยา กล่าวว่า ปัจจุบันมีเครื่องมือและผลิตภัณฑ์การเงินมากมายที่จะช่วยนักออม แต่อย่าลืมว่า “ เวลา” คือสิ่งที่คุณจะต้องใช้ด้วยสำหรับการออมให้ได้เงินก้อนใหญ่ เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องรออะไรทั้งนั้น เริ่มต้นด้วยการวางแผนคร่าวๆ ถึงวิธีและขั้นตอนปฏิบัติ บันทึกรายการสิ่งที่ต้องทำ จากนั้นให้ลงมือทันที

“ การออมเงินขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของแต่ละคน แต่ต่อให้รายได้น้อยขนาดไหน หากมีจุดเริ่มแล้วจะไปต่อได้แน่ จะมากจะน้อยแต่ก็คือโอกาสที่จะทำให้เจ้าของลุกขึ้นก้าวต่อได้เสมอ คนที่มีเงินออมเยอะอยู่แล้ว ต้องหาความรู้เพื่อบริหารเงินให้คุ้มค่า ส่วนคนมีน้อยอาจต้องประยุกต์นิดหน่อย เช่น ไม่ต้องฝากแบงก์แต่เก็บใส่กระปุกก็ได้ อย่าลืมว่าเงินก้อนนี้มันจะช่วยเราได้จริงๆ” มัทยา กล่าว

ส่วนที่ว่าทำไมบางคนถึงไปไม่ถึงจุดหมาย ขณะที่บางคนทำได้สำเร็จ? ตอบไม่ยากเลย จำไว้ว่าความคิดและความเชื่อจะกลายเป็นจริงต่อเมื่อคุณคิดและลงมือทำ!

ที่มา : โพสต์ทูเดย์


   จะมีเงินออมเก็บเพื่อมีเงินก้อนแรกเอาไว้ลงทุนทำธุรกิจเล็กๆ ทำอย่างไรดี

Q........ ดิฉันเป็นพนักงานบริษัทเอกชน

แห่งหนึ่งค่ะ ตั้งท่าจะออมหลายครั้งแล้ว แต่ก็ล้มเหลวทุกครั้ง ทำยังไงดีที่จะเริ่มต้นออม และรักษาวินัยในการออมให้อยู่กับเรานานๆ เพราะเป้าหมายชีวิตอยากมีธุรกิจเล็กๆ เป็นของตัวเองค่ะ จึงอยากมีเงินออมเก็บไว้ซักก้อน เพื่อเป็นเงินทุนเริ่มต้น

A..... การตั้งใจจะออมเงิน ก็คงคล้ายกับการอดอาหาร เพื่อลดความอ้วน อุตส่าห์ทรมานตัวเอง ตั้งหน้าตั้งตา กินอาหารเพียงน้อยนิด ทนหิว ทนอยาก ไปได้สักไม่กี่วัน ตบะก็แตก คราวนี้เรากลับมากินแหลก กินยิ่งกว่าเดิม อ้วนขึ้นกว่าเดิมอีกต่างหาก

การสร้างวินัยในการออมก็เช่นกัน ไม่ได้เริ่มต้นที่การตั้งหน้าตั้งตาเก็บเงิน โดยไม่ใช้จ่ายอะไรเลย ทำได้ไม่กี่วัน เราก็เบื่อหน่าย ไม่อยากออมแล้ว ออกไปใช้เงินดีกว่า ชอปปิง ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้าให้หายอยาก แล้วก็บอกตัวเองว่าฉันล้มเหลวในการออมเงินอีกแล้ว

เราควรจะเริ่มต้นที่การ "จดบันทึกค่าใช้จ่าย" ในแต่ละวัน สัปดาห์ และเดือน จดรายการอย่างสม่ำเสมอสักสองสามเดือน แล้วเอารายการทั้งหมดมานั่งพิจารณาดูว่า ค่าใช้จ่ายรายการไหนที่ฟุ่มเฟือย และสามารถตัดลดลงไปได้ เช่น เข้าร้านเสริมสวย นวดหน้า ขัดผิว ทำเล็บทุกอาทิตย์ จะกินกาแฟต้องยี่ห้อสตาร์บัคส์ถ้วยละเป็นร้อยหรือเปล่า เป็นต้น

ถ้าไม่อยากตัดบางรายการทิ้งไป ก็ค่อยๆ ลดความถี่ลงไปบ้าง โดยที่คุณภาพชีวิตของเรายังดีเท่าเดิม คือไม่ต้องถึงขนาดจอดรถไว้ที่บ้าน โหนรถเมล์ไปทำงานแทน อะไรขนาดนั้น แล้วอย่าลืม เรายังต้องทำการจดรายการค่าใช้จ่ายในแต่ละวันอย่างต่อเนื่อง แล้วทุกสิ้นเดือนเราก็จะมีเงินเหลือเก็บอย่างแน่นอน ทำอย่างนี้ไปได้สักพัก เราก็มีวินัยในการออมมากขึ้น โดยไม่รู้สึกว่า "อดอยาก" หรือยุ่งยากลำบากแต่อย่างใด

หลังจากเราพบว่าเราสามารถออมได้เดือนละเท่าไร อย่างสบายๆ ไม่ได้จำกัดตัวเองมากจนเกินไป ต่อไปเราก็กำหนดจำนวนเงินที่เราต้องการออมในแต่ละเดือน เช่นกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินเดือน แล้วพอเงินเดือนออกครั้งต่อไป เราก็ใช้วิธี "เก็บก่อนใช้" คือนำเงินไปออมก่อน เหลือเท่าไรก็ใช้ตามสบาย

ถ้าคุณพบว่าคุณยังล้มเหลวกับการออมเงินอยู่ดี ก็ไม่เป็นไร เริ่มต้นใหม่ได้ ไม่ใช่ล้มเหลวสองสามครั้งแล้วเลิกเลย เบื่อละ แล้วก็พบว่าตัวเองชักเริ่มแก่แล้ว แต่ยังไม่มีเงินออมเลย

เป้าหมายในการออมเงินของเราคืออะไร ซื้อบ้านสักหลัง แต่งงาน เก็บเงินไว้ใช้ตอนแก่ คิดถึงเป้าหมายของคุณไว้เสมอ จะทำให้คุณมีกำลังใจในการออมมากขึ้น

กรณีของคุณ ถือว่ามีเป้าหมายในการออมเงินที่ชัดเจน คืออยากจะมีเงินออมเก็บเพื่อมีเงินก้อนแรกเอาไว้ลงทุนทำธุรกิจเล็กๆ แบบนี้ก็ถือว่าดีมากเลยค่ะ ที่อย่างน้อยก็รู้ว่าเราจะเก็บเงินไปเพื่อเป้าหมายอะไร

บังเอิญว่า ไม่มีรายละเอียดว่าคุณมีเงินเดือนๆ ละเท่าไร เอาเป็นว่าไม่ว่าคุณจะเงินเดือนเท่าไรก็ตาม แต่ขอให้เก็บออมเดือนละประมาณ 10-20% ของรายได้สุทธิ เท่านี้ฝันของคุณคงจะเป็นจริงไม่ช้าก็เร็วค่ะ สมมติว่ามีเงินเดือนๆ ละ 20,000 บาท ก็ลองเก็บเดือนละ 4,000 บาท ถ้ารู้สึกอึดอัดกับตัวเลขนี้ ก็ค่อยๆ ลดลงมาเหลือ 3,000 หรือไม่ก็ 2,000 บาท

ลองดูนะคะ แต่อย่าลืมเรื่อง "วินัย" เป็นอันขาด


   บันทึกให้เป็นนิสัย ลดค่าใช้จ่ายได้ (จริงๆ)

เชื่อผมเถอะ จดแล้วไม่จน ยังมีใครจำประโยคในโฆษณานี้ได้หรือไม่

ถ้าจำไม่ได้ลองอ่านทั้งหมดดู

? แต่ก่อนนี้มีเงินเท่าไหร่ลงขวดหมด พอเริ่มจดบัญชี ก็เลิกเหล้า แล้วเมียผมก็ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า พอเริ่มจดบัญชีก็เลิก แต่ก่อนนี้ใช้แต่ปุ๋ยเคมี พอเริ่มจดก็ใช้ปุ๋ยชีวภาพ?

? เพราะทำบัญชีผมก็เลยเห็นว่ามีรายรับเท่าไหร่ จะตัดรายจ่ายฟุ่มเฟือยตรงไหน เลยมีเงินเหลือเก็บ เชื่อผมเถอะ จดแล้วไม่จน?

โฆษณาดังกล่าวข้างต้นนี้ทำมาเพื่อเป็นการสนับสนุนให้ครัวเรือนได้มีการทำบัญชีจดบันทึกรายรับ-รายจ่ายในแต่ละวัน โดยผู้ริเริ่มคือ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส.

สาเหตุที่ทำให้นึกถึงโฆษณานี้ขึ้นมา เพราะภาวะเศรษฐกิจที่รุมเร้า ค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 20% ไม่เพียงแต่ภาคครัวเรือนอย่างเกษตรกรเท่านั้น อย่างที่ ธ.ก.ส.มองเป็นกลุ่มเป้าหมายให้ทำบัญชีค่าใช้จ่าย แต่เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนน่าจะทำ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ มนุษย์เงินเดือน หรือแม้แต่นายทุนเองก็ตาม เพราะยุคนี้ก่อนที่จะเรียกร้องให้ใครมาช่วยเหลือ โดยเฉพาะรัฐบาลนั้นคงเป็นเรื่องที่ยากยิ่ง ดังนั้นทางที่ดีช่วยเหลือตัวเองก่อน นั่นล่ะจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

สำหรับการรู้ค่าใช้จ่ายของตัวเองในแต่ละวัน มีความสำคัญอย่างไร จะช่วยให้ดำรงตนในภาวะเศรษฐกิจผันผวนได้อย่างไร คำตอบก็คือ ? เมื่อจดก็ทำให้รู้ เมื่อรู้จะได้เตือนตนและไตร่ตรองได้ว่า สิ่งใดจำเป็นต่อการดำรงชีวิต สิ่งใดที่เป็นของฟุ่มเฟือย ยืดระยะการจับจ่ายออกไปก่อนได้?

บันทึกค่าใช้จ่ายแบบง่ายๆ

วิธีการที่จะทำให้เรารู้ความเคลื่อนไหวเรื่องการใช้จ่ายแต่ละวัน นั่นก็คือ ? การจดบันทึก? ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ยากเลย บางคนกังวลว่าทำบัญชีไม่เป็นจะทำค่าใช้จ่ายได้หรือ ความจริงแล้วการทำบัญชีใช้จ่ายเป็นเรื่องพื้นฐานที่เราเรียนกันมาในวัยเด็ก ลองปัดฝุ่นสิ่งที่เคยรู้สักนิดก็สามารถทำได้ไม่ยาก จะซื้อสมุดบัญชีที่เขาทำสำเร็จรูปไว้แล้ว ก็มีการขายตามร้านเครื่องเขียนทั่วไป แต่ถ้าไม่ต้องการให้ยุ่งยาก และที่สำคัญไม่ทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการซื้อสมุดบัญชี ก็ใช้สมุดจดที่นักเรียน นักศึกษาใช้ก็ได้ ราคาสมุดคงไม่เกินเล่มละ 20 บาท มีเส้นตีแบ่งบรรทัดมาให้เรียบร้อย ถ้าจะประหยัดเพิ่มขึ้นไปอีก ใช้กระดาษรีไซเคิลมานั่งตีเส้นเอง ก็แล้วแต่จะจัดหามา

การตีเส้น จดบันทึก ก็ไม่ต้องทำให้ยากเลย ดังตัวอย่างข้างล่างนี้ เพราะจุดประสงค์ของการจดบันทึกค่าใช้จ่ายก็เพื่อให้รู้ว่าใช้เงินไปกับเรื่องใดบ้าง จำเป็นหรือไม่จำเป็นอย่างไร

ตัวอย่างการตีตารางจดบันทึกนี้ เป็นตัวอย่างให้เห็นการใช้จ่ายรายวัน ซึ่งในวันแรกที่เป็นวันเริ่มต้นเดือนใหม่ สามารถใส่จำนวนเงินเดือนที่ได้รับจริงไว้ตรงส่วนบนได้ ส่วนรายจ่าย ไม่ว่าจะเป็นการซื้อสินค้าสำหรับใช้ในการอุปโภค บริโภค รายวัน เสื้อผ้าข้าวของที่ซื้อเป็นพิเศษ ค่าน้ำประปา ค่าไฟฟ้า ค่าโทรศัพท์ ค่าอุปกรณ์เครื่องใช้ เครื่องไม้เครื่องมือ ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าเช่า ให้จดเอาไว้ ที่สำคัญคือต้องจดให้ละเอียดว่าได้ใช้จ่ายอะไรไปบ้าง แม้แต่เดินเล่นซื้อขนม ซื้อไอศกรีมรับประทาน 5 บาท 10 บาท ก็ต้องจด เพราะถ้าไม่จดก็จะทำให้ลืม ทีนี้เราก็จะรู้ว่าใช้จ่ายอย่างไร เงินหายไปไหน แล้วค่อยเปลี่ยนพฤติกรรม เลิกใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป

ในระยะแรกอาจจะใช้วิธีสรุปค่าใช้จ่ายทั้งหมดเป็นรายเดือนก็ได้ แล้วค่อยขยับมาเป็น 15 วันสรุป และสรุปในทุกสัปดาห์ โดยการจดบันทึกค่าใช้จ่ายนี้แม้ไม่ได้ทำให้รายได้เพิ่มจากที่ได้รับคงที่ทุกเดือน แต่ทำให้เรามีวินัยในการใช้จ่ายมากขึ้น ได้รู้ว่าเดือนหนึ่งๆ ใช้จ่ายเรื่องเสื้อผ้าเกินไปหรือไม่ ซื้อข้าวของเครื่องประดับเกินไปหรือไม่ เราจะเห็นได้เองจากการจดบันทึกค่าใช้จ่ายนี้

เก็บออมควบคู่รู้รายจ่าย

มนุษย์เงินเดือนนั้นชื่อก็บอกอยู่แล้ว มีรายได้เข้ามาเป็นรายเดือนคงที่ แต่ความคงที่นี้ก็อาจมีตัวแปรให้เกิดความไม่คาดฝัน กระทบกับชีวิตได้ ใครจะรู้ละว่าวันหนึ่งข้างหน้างานประจำที่มีอยู่จะเกิดมีอันเป็นไปหรือไม่ ดังนั้นนอกจากเริ่มต้นการจดบันทึกเพื่อรู้รายจ่ายแล้ว ให้แบ่งปันเงินรายได้ส่วนหนึ่งเก็บออมเอาไว้ ถ้าตามสูตรเริ่มต้นของการเก็บออมก็คือ 10% ของรายได้ที่ได้รับในแต่ละเดือน

เคล็ดลับในการเก็บออมคือ หาสถานที่เก็บเงินที่นำออกมาใช้ได้ยากที่สุด เช่น เปิดเป็นบัญชีออมทรัพย์กับธนาคาร โดยเลือกที่จะไม่ทำบัตรเอทีเอ็ม สมุดบัญชีธนาคารนั้นก็เก็บให้พ้นหูพ้นตา จะหยิบออกมาแต่ละครั้งก็เมื่อถึงเวลาต้องฝากเงินออมในแต่ละเดือน หรือสำหรับผู้รับราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ที่หน่วยงานมักจะมีสหกรณ์ของตัวเองก็ให้เลือกฝากเงินกับสหกรณ์ได้ เพราะส่วนใหญ่จะเป็นการหักเงินเดือนไว้เลย ทำให้โอกาสสัมผัสเงินสดมีน้อยลง เงินจะได้หมุนเข้าไปในบัญชีออมได้ตรงตามเป้าประสงค์ทุกเดือน

จะเห็นได้ว่าไม่ใช่เรื่องยากเลยที่จะจดบันทึกค่าใช้จ่าย รวมไปถึงการเก็บออม เพียงแต่ที่สำคัญต้องเตือนตัวเองไว้เสมอว่า ต้องทำเป็นประจำสม่ำเสมอ แล้วความมีวินัยในการใช้เงินและเก็บออมก็จะเกิดขึ้นเอง

ที่มา : โพสต์ทูเดย์


   6 แผนการเงินที่ควรทำ

คุณรึเปล่า ที่เมื่อต้นปีหมายมั่นปั้นมือว่าปีนี้อยากจะมี "แผนการเงินส่วนตัว" แต่ผ่านพ้นไปครึ่งปีแล้ว ทุกอย่างยังเป็นวุ้นอยู่เลย

ไม่เป็นไร ยังเหลืออีกตั้งครึ่งปี ยังไม่สายเกินไปหรอก ถ้าคุณจะลงมือจัดทำแผนการเงินส่วนตัวอย่างจริงจัง

หลายคนยังมีข้ออ้างเดิมๆ ว่าไม่มีเวลา แต่ก็มีอีกไม่น้อยเหมือนกันที่อาจจะเก้ๆ กังๆ เพราะไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นลงมือจากตรงไหนดี

Fundamentals ฉบับนี้หยิบแบบอย่างการทำแผนการเงินส่วนตัวคร่าวๆมานำเสนอกันอีกครั้ง เพื่อกระตุ้นเตือนให้คุณลงมือทำแผนการเงินสำเร็จลุล่วง

เส้นทางสู่อิสรภาพทางการเงินจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากคุณยังใช้ชีวิตแบบปล่อยปละละเลย ขาดแผนการเงิน (FINANCIAL PLAN) ที่จะช่วยเป็นสะพานสานฝันให้คุณ

เพราะแผนการเงินจะเป็นตัวกำหนดทิศทาง และตัดสินใจทางการเงิน เพื่อให้คุณสามารถบรรลุถึงเป้าหมายทางการเงินอย่างที่คุณต้องการ ยิ่งเริ่มต้นวางแผนการเงินเร็วมากเท่าไหร่ และตามติดด้วยความมีวินัย ความสม่ำเสมอ คนๆ นั้นก็เข้าใกล้อิสรภาพทางการเงินเข้าไปทุกที

ถ้าไม่อยากให้ตัวเองลำบากตอนแก่ รีบลงมือวางแผนการเงินของตัวเองซะ จัดระเบียบการใช้เงินที่ได้รับมาแต่ละเดือนให้ดี อย่าใช้ให้มากกว่าหามาได้เท่านี้ก็น่าจะทำให้มีเงินทองกองอยู่รอบตัวได้ไม่ยากนัก

บางคนอาจจะรู้สึกว่า ไม่เห็นต้องทำอะไรมากเรื่องกับเงินๆ ทองๆ แค่หามาแล้วก็เก็บออมไว้ เท่านี้ก็น่าจะพอ แต่ในความเป็นจริง หากคุณมีการวางแผนที่ดีในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นแผนการออม การลงทุน การจัดการหนี้สิน ไปจนถึงแผนเกษียณ ก็จะทำให้คุณเดินไปสู่อิสรภาพทางการเงินได้อย่างเย็นนัก

การวางแผนการเงินที่ดีนั่นหมายถึง การเริ่มต้นคิดว่า เราควรจะมีเงินใช้จ่ายไปตลอดชีวิต อย่างมีความสุข โดยเป็นเรื่องไม่ยากเลย และไม่ต้องการเวลาในการคิดมากนัก แต่สิ่งที่ต้องการ คือ "วินัยการใช้จ่าย" "ความอดทน" และ "เป้าหมายของการมีชีวิตที่ดี" เพียงแค่ 3 สิ่งนี้ก็ทำให้เราก้าวสู่การเริ่มวางแผนการเงินได้แล้ว

แต่ก่อนที่จะลงรายละเอียดไปทำแผนการเงินในแง่มุมต่างๆ ลอง "กำหนดเป้าหมายทางการเงิน" ของตัวเองก่อน เพราะแผนการเงินที่ดีต้องมีเป้าหมายที่วัดผลได้ เช่น "อยากปลดเปลื้องหนี้สินที่อีนุงตุงนังให้พ้นจากชีวิต" "อยากสบายช่วงบั้นปลายชีวิต" "อยากส่งลูกเรียนหนังสือในต่างประเทศ" "อยากลงทุนทำธุรกิจเล็กๆ สักอย่าง" "อยากเก็บเงินไว้เดินทางรอบโลก" เหล่านี้คือเป้าหมายทางการเงินที่แต่ละคนมีความแตกต่างกัน

@ แผนการออม......ไม่ว่าคุณจะมีเป้าหมายอะไรก็ช่าง แต่เป้าหมายของคุณอาจเป็นหมันก็ได้ ถ้าคุณขาดเงินออม เพราะเงินออมช่วยสานฝันทุกอย่างให้เป็นจริงได้ ก่อนอื่นศึกษาช่องทางการออมให้รอบด้านที่มากกว่าการฝากแบงก์ ไม่ว่าจะเป็นพันธบัตร สลาก สหกรณ์ แล้ว "เลือกช่องทางออมที่เหมาะสม" กับตัวคุณเอง ตั้งโจทย์ด้วยว่าคุณต้องการผลตอบแทนสักเท่าไหร่ เพราะผลตอบแทนที่สูงย่อมมาพร้อมความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นเสมอ แต่เมื่อไหร่ที่เริ่มควักกระเป๋าออมไปแล้ว ก็ต้องรักษาวินัยไว้อย่างเหนียวแน่น

อย่าปล่อยให้กิเลส และความอยาก มาทำลายแผนทางการออมของคุณให้ล้มลงไม่เป็นท่า หลังจากเริ่มลงมือออมได้ไม่เท่าไหร่

ข้อสำคัญต้องออมอย่างพอเหมาะพอดี และสอดรับกับเงื่อนไขทางการเงินของคุณ แล้วคุณจะรู้สึกว่าการออมไม่เป็นภาระ และออมได้อย่างสม่ำเสมอ เช่นคุณเป็นมนุษย์เงินเดือนมีรายได้เดือนละ 2 หมื่นบาท มีเป้าหมายอยากเก็บเงินไว้เปิดร้านกาแฟเล็กๆ ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้ประมาณ 1 แสนบาท แต่ไหนจะต้องผ่อนบ้าน และจัดสรรเงินเป็นค่าใช้จ่ายประจำเดือน แบบนี้ถ้าจะออมเดือนละ 20% หรือเดือนละ 4 พันบาทก็ถือว่าไม่มากเกินไป คุณใช้เวลาออมประมาณ 2 ปี ก็น่าจะมีทุนเปิดร้านกาแฟได้

@ แผนการลงทุน.....เพราะการจะเดินสู่อิสรภาพทางการเงินได้ แค่ออมเงินอย่างเดียวคงถึงช้าน่าดู ทางที่ดีควรจะมองหาการลงทุนในช่องทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในตลาดหุ้น กองทุนประเภทต่างๆ อสังหาริมทรัพย์ หรือทองคำ

ไม่ว่าแผนการลงทุนของคุณจะเป็นอย่างไร ต้องไม่ลืมกฎ "การกระจายความเสี่ยง" อย่างเด็ดขาด และเช่นเดียวกับการออมคือ เลือกลงทุนในช่องทางที่มีความเสี่ยงในระดับที่คุณรับได้ แล้วศึกษาข้อดีข้อเสียของการลงทุนนั้นอย่างรอบด้าน

ไม่เพียงเท่านั้น แต่แผนการลงทุนในแต่ละปีอาจจะถูกปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับสถานการณ์ และตัวแปรในช่วงนั้นๆ ฉะนั้นปีก่อนคุณอาจจะให้น้ำหนักในหุ้น แต่ปีนี้คุณอาจจะเปลี่ยนให้น้ำหนักทองคำหรือตราสารหนี้ ก็เป็นเรื่องที่ต้องคอยปรับให้เหมาะกับสถานการณ์การลงทุน

จริงอยู่ที่คุณควรจะจัดสรรการลงทุนให้มีทั้งแบบระยะสั้น และระยะยาว แต่หลักของการลงทุนที่จะทำให้เงินของคุณงอกเงยอย่างยั่งยืน คือ การลงทุนระยะยาว ฉะนั้นถ้าไม่อยากเผชิญหน้ากับความผันผวนที่เกิดขึ้นในระยะสั้น คุณก็ควรมุ่งลงทุนระยะยาวจะดีกว่า

" จดรายละเอียดการลงทุนทุกอย่างทุกช่องทางตั้งแต่ต้นปีว่า ลงทุนอะไรเท่าไหร่ พอกลางปีมาดูผลตอบแทนว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร ถ้าไม่ค่อยเข้าที จะได้ปรับพอร์ตทัน แล้วปลายปีค่อยมาดูอีกทีว่าเฉลี่ยทั้งปีได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ อะไรได้ต่ำกว่าเป้าหมายอะไรได้เกินกว่าเป้าหมาย"

@ แผนการบริหารหนี้.....ในยุคที่หนี้กลายเป็นอวัยวะชิ้นที่ 33 ติดตัวหลายคน หนึ่งในภารกิจของหลายคนที่จำเป็นต้องทำคือ แผนการบริหารหนี้ เพื่อปลดเปลื้องภาระหนี้สินให้พ้นตัว

แต่ใช่ว่าการสะสางหนี้จะทำกันได้ง่ายๆ เพราะหลายคนไม่ได้มีแค่หนี้ที่กู้ซื้อบ้านอย่างเดียว แต่ยังมีหนี้บัตรเครดิต ผ่อนรถ หนี้จากกู้เงินด่วน และหนี้นอกระบบผสมผสานปนเปกันให้วุ่นไปหมด นั่นเป็นเหตุที่คุณควรจะทำแผนการบริหารหนี้อย่างชัดเจน

เพราะทั้งแผนการออม และแผนการลงทุนจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าคุณยังไม่กำจัดหนี้ให้พ้นตัว

แผนการบริหารหนี้ทำอย่างไรดี เริ่มจากเราต้องรู้เท่าทันหนี้ก่อน ว่าปัจจุบันเรามีหนี้ทุกประเภทรวมทั้งหมดเท่าไหร่ เมื่อตั้งใจจะสะสางหนี้ก้อนเดิม ก็ต้องหยุดสร้างหนี้ก้อนใหม่หรืออย่าสร้างหนี้เพิ่ม มาซ้ำเติมตัวเองอีก สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณต้องรู้จักใช้จ่ายให้เป็น ควบคุมค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เปลี่ยนนิสัยใช้จ่ายจากเดิมที่ชอบใช้จ่ายเกินตัวก็ระมัดระวังการใช้จ่ายให้มากขึ้น

เอาล่ะเตรียมพร้อมกันแล้ว คราวนี้ก็มุ่งมั่นกำจัดหนี้เก่า มาถึงตรงนี้ ถ้าหนี้ก้อนใหญ่คุณอาจจะต้องตั้งสติให้มั่น หาวิธีปลดหนี้อย่างค่อยเป็นค่อยไป จัดลำดับความสำคัญของหนี้ที่ต้องเร่งชำระก่อนหลัง เช่น ถ้าเป็นหนี้นอกระบบเสียเป็นส่วนใหญ่ ก็อาจจะต้องหาทางกู้ในระบบออกไปปลดหนี้นอกระบบก่อนเป็นอันดับแรก เพื่อลดภาระดอกเบี้ยให้น้อยลง จากนั้นค่อยมาผ่อนชำระกับสถาบันการเงิน

@ แผนบริหารความเสี่ยง..... โลกทุกวันนี้เอาแน่เอานอนอะไรไม่ค่อยได้ ความเสี่ยง เรื่องราวไม่คาดฝัน และอุบัติเหตุชีวิตอาจมาเคาะประตูบ้านเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

ในโลกแห่งความเป็นจริงไม่มีใครสามารถป้องกันความเสี่ยงทุกๆ อย่างที่เราต้องเผชิญในชีวิตได้ แต่เรามีหนทางที่เราสามารถป้องกันความเสี่ยงทางการเงินได้ ซึ่งความเสี่ยงทางการเงินที่สำคัญๆ นั้นเกิดจากการเกิดอุบัติเหตุ ความเจ็บป่วย และความตาย ซึ่งความเสี่ยงเหล่านี้เมื่อเกิดขึ้นจะสร้างความสูญเสียทางการเงินเป็นอย่างมาก

ทางที่ดีคุณควรวางแผนบริหารความเสี่ยงเอาไว้ด้วย ด้วยการทำประกันชีวิต เพื่อไม่สร้างภาระให้กับคนที่อยู่ข้างหลัง หรือสร้างความเสี่ยงทางการเงินให้กับครอบครัว แต่ก่อนอื่นคงต้องมีความเข้าใจที่ถูกต้องเรื่องการทำประกัน ว่าควรทำในวงเงินที่เหมาะสม ไม่มากไป ไม่น้อยไป จนกลายเป็นภาระ

" ชัยพร น้อมพิทักษ์เจริญ" กลยุทธ์การลงทุน ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.บัวหลวง เป็นอีกคนหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับการ "ทำประกัน" อันดับแรกเขาจะดูว่ามีภาระอะไรบ้าง เช่นต้องสะสมเงินเป็นค่าเล่าเรียนของลูก อีกจุดคือ เรื่องความเสี่ยง อะไรที่มีภาระค้างอยู่ เขาจะทำประกันให้ครอบคลุมภาระไว้ทั้งหมด เช่น ถ้าต้องผ่อนบ้าน ก็ต้องทำประกันให้ครอบคลุมหนี้บ้านทั้งหมด ถ้าเป็นอะไรไป ต้องไม่เดือดร้อนคนข้างหลัง หนี้ทุกอย่างจะถูกคัฟเวอร์ไว้แล้ว

" ผมวางแผนการเงินทุกอย่าง เช่น ต้องเตรียมเงินค่าเล่าเรียนของลูกไว้ขนาดไหน ก็ต้องเริ่มสะสมเงิน ตอนนี้ที่ผมใช้คือ สะสมเงินผ่านประกัน แพ็คเกจเบี้ยสะสมให้ลูกจนถึงอายุ 21 ผมดูว่าเป็นจุดหนึ่งที่ออมได้ เมื่อถึงตอนโตเขามีเงินก้นถุงไว้เป็นทุนการศึกษาแล้ว ส่วนหนี้บ้านเราก็ทำประกันให้ครอบคลุมหมด ผมอยู่กับตัวเลข และความเสี่ยง ผมจึงพยายามจัดสรร และวางแผนการเงินให้หมด อะไรเป็นความเสี่ยงก็พยายามปิดไว้"

@ แผนเกษียณ.... ด้วยเทคโนโลยี และความเจริญก้าวหน้าทางการแพทย์ ทำให้มีการคาดการณ์ว่าในอนาคต อายุเฉลี่ยของคนไทยก็จะยืนยาวขึ้นไปอีก นั่นทำให้เราๆ ท่านๆ นิ่งเฉยไม่ได้ แต่ต้องวางแผนการเงินเพื่อวัยเกษียณ รับมือกับช่วงชีวิตที่ยาวขึ้น ที่จะต้องใช้เงินมากขึ้น

โดยธรรมชาติของชีวิตในช่วงนี้ จะไม่มีรายได้ประจำที่เคยได้รับ สุขภาพร่างกายก็เริ่มถดถอยลง สิ่งเหล่านี้ทำให้คุณต้องมีเงินจำนวนมากไว้ใช้จ่ายตอนแก่ ผู้ใหญ่หลายคนที่มีเงินไม่พอใช้ในช่วงชีวิตหลังเกษียณ สาเหตุหนึ่งก็เป็นเพราะไม่มีการวางแผนล่วงหน้า ดังนั้น จึงต้องมีการวางแผนที่จะมีเงินเพื่อเตรียมไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาพยาบาลในยามแก่ชราหรือในยามที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้

มีหลากหลายช่องทางที่ช่วยคุณออมเงินเพื่อเก็บไว้ใช้ในวัยเกษียณ เช่นการลงทุนผ่านกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ(RMF) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ประกันแบบสะสมทรัพย์ หรือสะสมพวกอสังหาริมทรัพย์และทองคำเอาไว้ก็ได้

" วีรศักดิ์ ชุณหจักร" ผู้อำนวยการฝ่ายบุคคล โรงแรมโอเรียนเต็ล เป็นตัวอย่างของคนวางแผนการเงินเพื่อรับมือกับวัยเกษียณ เพราะการที่อยู่ตัวคนเดียว จึงกลัวว่าแก่แล้วจะเป็นภาระของคนอื่น เขาคิดว่า ถ้าเจ็บป่วยในบั้นปลายแล้วไม่มีเงินรักษา ฉะนั้น ระหว่างนี้ขอเก็บสะสมเงินทองเพื่อรักษาตัวเองในยามชรา และเผื่อแผ่คนอื่นได้ยิ่งดี ทั้งหลายทั้งปวง เพราะไม่อยากเป็นทุกข์ในบั้นปลายของชีวิต

" ตอนนี้เราเป็นลูกจ้าง เป็นมนุษย์เงินเดือนคนหนึ่ง พออายุ 60 ปุ๊บ เงินที่เราจะมีคือ เงินจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และเงินที่สะสมมาตลอดชีวิต ถึงเราจะใช้ชีวิตอย่างสมถะ ไม่ได้ติดหรูหราฟู่ฟ่า แต่พอเห็นตัวอย่างพ่อแม่เข้าโรงพยาบาล จึงมองเห็นว่า เงินเป็นเรื่องใหญ่สำหรับคนแก่ ฉะนั้นทำยังไงถึงจะมีพอ นั่นเป็นเหตุผลให้ตอนนี้ จึงมุ่งมั่นเก็บหอมรอมริบเงินทองไว้ให้มากที่สุด บางคนถามว่าอยู่ตัวคนเดียว ทำไมต้องทำอะไรมากมายขนาดนี้ ก็เลยบอกว่าเพราะคนเดียวนี่แหละ ทำให้ต้องยิ่งเก็บเงิน เพราะตอนแก่ไม่มีใครดูแลเรา"

ชีวิตในปัจจุบันวีรศักดิ์จึงได้วางแผนเตรียมพร้อมไปจนถึงเกษียณแล้ว ว่าจะทำยังไง และอยู่อย่างไร วีรศักดิ์ยอมรับว่าเขาเป็นคนที่รอบคอบพอสมควร

@ วางแผนภาษีอากร...ถ้าในแต่ละปีคุณต้องจ่ายภาษีเป็นเงินก้อนโต การวางแผนภาษีอากร น่าจะเป็นเรื่องสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่คุณควรจัดทำ

ปัจจุบันมีหลากหลายช่องทางที่ช่วยคุณประหยัดภาษีได้ ไม่ว่าจะเป็นประกัน เงินผ่อนบ้าน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุน RMF และกองทุน LTF เป็นต้น หากวางแผนดีๆ ในแต่ละปีคุณจะพบว่าช่วยคุณประหยัดภาษีได้เยอะเลยทีเดียว

ปัจจุบันมีผู้มีรายได้จำนวนมาก วางแผนลดภาษีอย่างชาญฉลาด หลังจากที่พบว่าส่วนใหญ่เสียภาษียุบยับเกินเหตุอันควร เพียงเพราะไม่ได้ศึกษาล่วงหน้า ทั้งๆ ที่รัฐเปิดโอกาสให้ใช้สิทธิตามกฎหมายอย่างเต็มที่ แต่ถือว่าน่าเสียดายสำหรับอีกหลายคน ที่แม้จะมุ่งมั่นกับการออมการลงทุน ภายใต้กลยุทธ์ทุกรูปแบบ แต่กลับมองข้ามปัจจัยที่มีผลกระทบโดยตรงนั่นคือ การเสียภาษี

เหล่านี้เป็นแผนการเงินที่คุณควรลงมือทำ เพราะรายละเอียดเหล่านี้นี่แหละ ที่ถ้าคุณใส่ใจกับมัน อิสรภาพทางการเงิน และเส้นทางสดใสก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม


  การวางแผนการลงทุนเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับ การแต่งงาน

วันนี้ มีคำถามเกี่ยวกับการลงทุนโดยมีวัตถุประสงค์

จะแต่งงานครับ แหมช่างน่าอิจฉากันเสียจริง โดยคุณธนากรผู้ถามตั้งใจว่าจะแต่งงานสิ้นปีหน้าก่อนที่จะเข้าสู่การลงทุน ท่านจะต้องทราบก่อนว่าท่านมีค่าใช้จ่ายอะไรกันบ้างก่อนเข้าสู่ประตูวิวาห์การจัดงานมงคลสมรสนั้นก็ยากอยู่เหมือนกันนะครับ

เริ่มจากทั้งสองฝ่ายต้องตกลงกันก่อนว่าจะจัดงานมงคลสมรสกันอย่างไรวันหมั้น วันพิธีสมรส และวันฉลองมงคลสมรสจัดแยกวันกันหรือเปล่า เพื่อให้สะดวกในการรวมญาติก็มักจะจัดให้เสร็จภายในวันเดียวกันค่าใช้จ่ายในงานมงคลสมรสนั้นมีหลายรายการ เริ่มจาก "ค่าโรงแรมหรือสถานที่จัดงาน"

ต่อไปก็ "ค่าอาหาร" คู่บ่าวสาวควรจะตกลงกันนะครับว่าจะเลี้ยงแขกเพราะมีให้เลือกหลายแบบหลายราคา เรื่องแบบอาหารนั้นท่าจะให้ดีปรึกษาผู้ใหญ่บ้างก็ดีนะครับ เพราะบางทีแขกของท่านผู้ใหญ่อยากได้ "โต๊ะจีน" นะครับอย่างนี้ถ้าไปจัดแบบค็อกเทลละก็เรื่องยาวเลยล่ะ

เมนูอาหารนี้ก็จะมีผลต่อราคาพอสมควรแต่ถ้าจัดที่โรงแรมก็จะค่อนข้างง่าย เพราะทางโรงแรมจัดเป็นเซตไว้เลย ค่าใช้จ่ายตั้งแต่ 6,000 ถึง 15,000 บาท ต่อโต๊ะ(ประมาณ 10 คน) รวมค่าสถานที่ด้วย อ้ออย่าลืมค่าเครื่องดื่มด้วยว่าจะเลือกแบบใด น้ำอัดลม เบียร์ ไวน์ เหล้า ว่าแต่ว่าอย่าคิดนะครับว่าจัดแบบค็อกเทลจะถูกราคา ไม่ถูกหรอกเอาเป็นว่าดูทิศทางจากผู้ใหญ่ของท่านก่อนก็แล้วกัน

" การ์ดแต่งงานและของชำร่วย" ให้เจ้าสาวเลือกดีที่สุดเพราะเดี๋ยวจะเลือกแบบนั้นแล้วเดี๋ยวเปลี่ยนใจเลือกอีกแบบ ราคาก็หลากหลายมากๆ ตั้งแต่ไม่กี่บาทต่อชิ้นเป็นหลายๆ ร้อยบาทต่อชิ้นมีรูปแบบทุกอย่างแล้วแต่จะเลือกสรร และคิดค้น ผมประมาณว่า ค่าการ์ด สักแผ่นละ 40 บาท ของชำร่วย ชิ้นละ 100 บาท บางครั้งไปเช่าชุดแต่งงานก็อาจจะมีแถมการ์ดให้ด้วย

" ชุดแต่งงาน" จะเลือกรูปแบบสากล ชุดไทย หรือเปิดหน้าหลัง จะเช่าตัด หรือเช่าธรรมดามีให้เลือกมากมาย หลายค่าใช้จ่าย ประมาณ 5,000 - 300,000 บาท แล้วแต่ความเลิศหรูอลังการ จากนั้นก็ "ถ่ายภาพ" ท่านจะถ่ายภาพคู่ในสถานที่ หรือนอกสถานที่ มีบริการพร้อมท่านอย่าหลงเชื่อที่ราคาถูกๆ ตามห้างนะครับ เพราะท่านกำลังก้าวเข้าสู่วังวนของค่าใช้จ่ายอีกเพราะราคาถูกๆ เริ่มต้นนั้นแหละ จะทยอยปรับขึ้นไปเรื่อยๆ เดี๋ยวถ่ายตรงนี้เพิ่ม ขอจำนวนสมุดภาพเพิ่มขอภาพขยายเท่าตัวคนจริงพร้อมกับกรอบรูปเพิ่ม จริงๆ ครับ เหมือนต่อเติมบ้านเลยครับค่าใช้จ่ายบานปลายเหลือเกิน ราคาก็ประมาณ 10,000-120,000 บาท

ยังมีอีกครับ "ค่าแต่งหน้าทำผม" ก็ต้องมีช่างแต่งหน้าแต่งผมติดตามไปด้วยในวันงาน "ค่าเช่ารถ" รถรับเจ้าสาวในวันหมั้นกลับมาที่บ้าน และไปงานมงคลสมรสถ้าโชคดียืมเพื่อนก็ไม่เสียเงินเท่าไร อ้อท่านก็ต้องเติมน้ำมันคืนให้เต็มถังก็แล้วกัน มี "ค่าสมุดลงชื่ออวยพร" (ถ้าไม่อยากได้แบบธรรมดาที่โรงแรมจัดให้)กล่องใส่เงินที่เพื่อนๆ นำมาอวยพร รวมๆ ประมาณ 5,000 - 10,000 บาท

เห็นไหมครับ ยังไม่รวมสินสอดทองหมั้น "ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการยกขันหมาก" ประมาณ 10,000 - 20,000 บาท และ "ค่าประตูเงินประตูทอง" ตอนรับตัวเจ้าสาว ประมาณ 2,500-10,000 บาท รวมค่าใช้จ่ายในงานแต่งงานประมาณ ตั้งแต่ 50,000 ถึง 500,000 บาท หรือมากกว่านั้นไม่รวมสินสอดทองหมั้น เห็นไหมครับว่าต้องใช้เงินมากพอสมควร

มาเข้าเรื่องคำถามว่าจะลงทุนอย่างไรดีคุณธนากร อายุประมาณ 30 ปีคิดว่าจะแต่งงานตอนปลายปีหน้า มีรายได้ประมาณปีละ7-9 แสนบาท(รวมโบนัสด้วย)คุณธนากรมีรายได้ค่อนข้างสูงพอสมควรเมื่อเปรียบเทียบกับอายุ น่าอิจฉาจัง มีบ้าน(ผ่อนอยู่) มีรถยนต์(ผ่อนอยู่) ตามประสาคนรุ่นใหม่ที่ต้องผ่อนด้วยตนเอง และทรัพย์สินประมาณ 500,000 บาท ส่วนใหญ่ฝากระยะสั้นไม่เกินหนึ่งปี และหุ้นที่ขาดทุนประมาณ 6,000 บาท

ผมขอสรุปได้ว่าคุณธนากร เข้าใจเรื่องหุ้นบ้างแล้วล่ะครับ เพราะรู้จักคำว่า "ขาดทุนจากหุ้น" แล้ว ผมประมาณว่าคุณธนากรควรมีเงินเหลือเก็บในแต่ละเดือนประมาณ 15,000 ถึง 20,000 บาท ดังนั้น ทุกเดือนก็จะมีกระแสเงินสดเข้ามาพอสมควรคุณธนากรอยากลงทุนระยะสั้นนั้น

ทีนี้ก็เข้าสู่กระบวนการจัดสรรเงินทุนเริ่มจาก คุณธนากร "ต้องเก็บไว้ประมาณ 6 -7 เท่าของค่าใช้จ่ายในแต่ละเดือน" จัดเก็บไว้กรณีเกิดเหตุฉุกเฉินที่ไม่มีรายได้หรือไม่สามารถทำงานได้ในระยะเวลาสั้นๆ ผมประมาณว่าคุณธนากรมีค่าใช้จ่ายแต่ละเดือนประมาณ 35,000- 40,000 บาท

ดังนั้น จึงต้องมีเงินที่บริหารสภาพคล่องประมาณ 210,000- 240,000 บาท เงินส่วนนี้เก็บไว้ในที่สภาพคล่องสูงหน่อย เช่น "เงินฝากออมทรัพย์" หรือ "กองทุนรวมตราสารหนี้ระยะสั้น" ได้ทั้งสองประเภทแล้วแต่เลือก เงินส่วนนี้จะได้ผลตอบแทนประมาณ 0.75-4.5%

คุณธนากรน่าจะจัดสรรเงินที่เหลือแต่ละเดือนลงทุนใน "หุ้น" ประมาณ 50% ถึง 60% ของเงินที่เหลือแต่ละเดือน (คาดว่าผลตอบแทนอยู่ประมาณ 5- 9% สำหรับหนึ่งปีข้างหน้า) แต่ไม่อยากให้ลงทุนระยะสั้นนะครับลงทุนสัก 5 ปี

ส่วนตรงนี้เลือกลงทุนในหุ้นที่มีอัตราจ่ายเงินปันผลดีๆ สักครึ่งหนึ่งส่วนอีกครึ่งลงทุนในหุ้นที่น่าจะเติบโตสูงๆ (ธุรกิจที่กำลังจะฮอตหรือกำลังขยายการเติบโตเพื่อจะได้มีมูลค่ามากๆ ในระยะข้างหน้า) ก็ทยอยลงทุน ไปเรื่อยๆ ครับเดือนละ 5,000-10,000 บาท ไม่ต้องรวบรวมเงินแล้วซื้อครั้งเดียวทยอยซื้อหุ้นดีกว่าครับ เห็นหุ้นวันไหนตกมากๆ ก็เข้าซื้อ สักวันไหนหุ้นขึ้นๆ ก็หยุดพัก

หรือถ้าจะดีซื้อ "กองทุนรวมหุ้นระยะยาวLTF" ก็ดีเพราะได้ลงทุนในหุ้นแล้วยังได้สิทธิลดภาษีอีกลงให้เต็ม ตามโควตาเลยก็น่าจะดี เวลาซื้อก็ทยอยซื้อเหมือนเดิมครับ แถมได้สิทธิทางภาษีเต็มที่

ส่วนที่เหลือสัก 40% ถึง 50% ของเงินที่เหลือแต่ละเดือน ก็ลงทุนใน "เงินฝากประเภทบังคับฝากทุกเดือน" อัตราดอกเบี้ยจะสูงหน่อย ซึ่งธนาคารพาณิชย์หลายๆ แห่ง จะมีบริการนี้ ฝากเดือนละ 5,000-10,000 บาท ระยะเวลาประมาณ 2 ปี อัตราผลตอบแทนก็ประมาณ 5-6% ไม่ต้องเสียภาษี แต่เบิกถอนระหว่างทางไม่ได้เท่านั้นครับ

ช่วงนี้คุณธนากรลงทุนแบบนี้ไปก่อน ไว้มีโบนัสก้อนใหญ่ก็สามารถนำไปลงทุนพันธบัตรระยะเวลาประมาณ 1- 3 ปี เป็นการกระจายการลงทุนให้เหมาะสมขึ้นหวังว่าคุณธนากรจะพอเห็นแนวทางการลงทุนเบื้องต้น

แต่ทั้งนี้เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไป เช่น อัตราดอกเบี้ยมีการปรับเปลี่ยนมีจำนวนเงินเก็บเพิ่มขึ้น หรือตลาดหุ้นมีการเปลี่ยนแปลง ก็ต้องติดตาม และคอยปรับปรุงการลงทุนให้สอดคล้องต่อไปครับขอให้โชคดีมีความสุขในการแต่งงานนะครับ

 

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ


  ทำบัญชีรับ-จ่าย แล้วไม่จนจริงหรือ???

หลายท่านคงเคยได้เห็นได้ยินโฆษณาของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ชุด "จดแล้วไม่จน" ที่รณรงค์ให้ประชาชนจัดทำสมุดบัญชีครัวเรือนเพื่อบันทึกบัญชีรายรับ รายจ่ายของครอบครัว หรือสมุด "จดแล้วรวย" ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ "คู่มือชีวิตพอเพียงตามแนวพระราชดำริ" ของศูนย์ส่งเสริมการบริหารเงินออมครอบครัว กรุงเทพมหานคร

นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายหน่วยงานที่รณรงค์ให้พนักงานในหน่วยงานของตน ให้ความสำคัญในเรื่องการจด การบันทึก เรื่องเงินๆ ทองๆ ส่วนตัวอย่างจริงจังในหลากหลายรูปแบบ

หลายคนที่ไม่ได้จดอาจจะมีข้อข้องใจว่า จดแล้วจะไม่จนจริงหรือ? จดแล้วจะรวยจริงหรือ? การจดจะช่วยเราได้อย่างไร? เราจะเสียเวลาไปกับการจดเปล่าๆ หรือไม่? จดไปจดมาจะคุ้มมั้ยเนี่ย? เราจะจดไปเพื่ออะไรกันเนี่ย? ทำไมหลายๆ หน่วยงานจึงมีการรณรงค์เรื่องนี้กันอย่างกว้างขวาง

จริงๆ แล้วการจดมีความสำคัญอย่างยิ่ง การจดไม่เพียงแต่เป็นการบันทึกช่วยจำเท่านั้น แต่การจด (โดยเฉพาะการจดบันทึกรายรับ รายจ่ายส่วนตัว) ยังสามารถสร้างความมหัศจรรย์ และสร้างปาฏิหาริย์ให้เกิดขึ้นกับตัวเราเองได้ด้วยเชื่อหรือไม่? ใครไม่เชื่อคงต้องลองพิสูจน์ด้วยตัวเองค่ะ

ความสำคัญประการแรกของการจดบันทึก รายรับ รายจ่ายส่วนตัว ก็คือ จะช่วยให้เรารู้จักตนเองดีขึ้น เพราะว่าในแต่ละวัน วันละ 24 ชั่วโมง ในแต่ละกิจกรรมที่เราทำ มักจะเกี่ยวข้องกับเงินๆ ทองๆ แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นด้านการทำงานเพื่อหาเงิน หรือการใช้เงินเพื่อตอบสนองความต้องการของตนเอง

ลองคิดดูเล่นๆ ว่า ตั้งแต่ตื่นนอนตอนเช้าจนถึงเวลาเข้านอน เราทำกิจกรรมอะไรบ้าง และมีรายได้ หรือค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเท่าไร แค่ลองคิดดูเล่นๆ ก็คงพอจะเห็นภาพว่ากิจกรรมต่างๆ มีความเกี่ยวข้องกับเงินในกระเป๋าเราแทบทั้งสิ้น แล้วเราจะจำได้หมดมั้ยเนี่ย? หลายท่านอาจจะแย้งว่าไม่เห็นจำเป็นต้องจดเลย จำๆ ไว้แบบคร่าวๆ ก็น่าจะเพียงพอแล้ว

ที่จริง การจดบันทึกรายรับ รายจ่ายทุกสิ้นวันจะช่วยให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น เพราะว่ารายรับ และรายจ่ายที่เกิดขึ้นจะเป็นข้อมูลที่สะท้อนพฤติกรรมของเราได้อย่างชัดเจนที่สุด ข้อมูลจากการจดบันทึกจะบอกเราว่าเงินที่เราทำมาหาได้ ถูกใช้จ่ายไปในทางใดบ้าง เงินส่วนใหญ่จ่ายไปเพื่ออะไร สัดส่วนการจัดสรรเงินของเราเป็นอย่างไร

บางท่านอาจจะพบว่า เงินส่วนใหญ่หมดไปกับค่าเดินทาง เพราะว่าตื่นสายบ่อย จึงต้องเรียกแท็กซี่หรือต้องขึ้นทางด่วนเป็นประจำ พอเห็นตัวเลขค่าแท็กซี่ หรือค่าทางด่วนต่อเดือนแล้ว ท่านอาจตื่นเช้าขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยนาฬิกาปลุกก็เป็นได้ หรือบางท่านอาจจะพบว่า เงินส่วนใหญ่หมดไปกับการค่าอาหาร แล้วท่านก็จะเข้าใจได้ว่าที่น้ำหนักขึ้นเอา ขึ้นเอา ก็เพราะท่านใช้เวลาว่างไปกับการทานอาหาร

เมื่อรวมตัวเลขในแต่ละเดือนดูแล้ว ท่านอาจจะตกใจ เมื่อพบว่าเงินส่วนใหญ่หมดไปกับกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งมากเกิน หรืออาจจะพบว่าเงินหมดไปกับบางกิจกรรมน้อยเกินไป รวมทั้งพบว่ากิจกรรมบางอย่างที่เราไม่เคยสนใจ ไม่ใส่ใจ ทำไมใช้เงินเยอะจัง

รับรองค่ะว่า เมื่อรู้จักตัวเอง เมื่อเห็นพฤติกรรมของตนเองแล้ว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ทั้งความพยายามในการลดค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่ไม่จำเป็น หรือละเลิกกิจกรรมที่สร้างความฟุ่มเฟือยทั้งหลายทั้งปวง ดังนั้น จุดเริ่มต้นที่ดี ก็คือ การทำไดอารี่ทางการเงินเป็นประจำ

เพื่อจะได้เห็นพฤติกรรมของตัวเองค่ะ ซึ่งการจดบันทึกอย่างต่อเนื่องก็จะเป็นการตรวจสอบพฤติกรรมของตนเองอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบข้อบกพร่อง เริ่มจะออกนอกลู่นอกทาง ก็จะได้ปรับปรุงแก้ไขได้ทันเวลา

ต่อมา เมื่อเรารู้จักตนเองแล้ว เริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่างแล้ว สิ่งสำคัญที่จะตามมา ก็คือ พัฒนาการทางการเงินที่จะสร้างวินัยทางการเงินที่ดี เพราะบันทึกทางการเงินที่บกพร่องในอดีต ย่อมทำให้เราปรับปรุงปัจจุบัน และวางแผนอนาคตที่ดีขึ้นได้

นอกจากนี้ การทำบัญชีรายรับ รายจ่ายในครอบครัว ยังเพิ่มความรัก ความอบอุ่นในครอบครัว ความเห็นอกเห็นใจกันผ่านการสื่อสาร การรับส่งข้อมูลทางการเงินระหว่างกัน ได้อย่างดีอีกด้วย อย่างเช่น คุณพ่อ คุณแม่ อาจจะมอบหมายให้ลูกๆ เป็นผู้บันทึก ทุกวันก่อนนอน คุณลูกจะต้องเก็บข้อมูลจากคุณพ่อ คุณแม่ และถ่ายทอดข้อมูลของตนเองเพื่อจัดทำบันทึกของครอบครัว ลูกๆ อาจจะเข้าใจได้ว่า ทำไมคุณพ่อ จึงยังไม่ซื้อโทรศัพท์มือถือให้สักที

สำหรับรูปแบบของบันทึกรายรับ รายจ่าย หากใครได้แบบสำเร็จรูปมาจะสะดวกใช้ของสำนักไหนก็ไม่ว่ากัน หรือจะลองออกแบบ ตีตารางเอง ตามความเข้าใจของเราเองก็ยิ่งดีค่ะ จะวาดรูป ติดรูปเพิ่มสีสันในการบันทึก ช่วยเพิ่มรสชาติก็ไม่ว่ากัน ใครที่มีเป้าหมายการจัดสรรเงินอย่างชัดเจน เช่น จะซื้อรถ ซื้อบ้าน จะหารูปบ้าน รูปรถมาติดเพื่อสร้างแรงจูงใจ ก็น่าจะเพิ่มพลังในการบันทึกได้ไม่น้อยทีเดียว ว่าวันนี้เราจ่ายเงินเข้ากองทุนเงินออมเพื่อบ้านหลังใหม่ไว้เท่าไร จะว่าไปแล้วของแบบนี้ ไม่ลองไม่รู้ค่ะ ลองทำดูสักสองสามอาทิตย์ รับรองจะติดใจ

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ


 

 

 


 

 


 


 

 


 

 


 

 




 

 

 

 
Copyright © Bangkokwealth.com , All rights reserved .